เรื่องเล่าสุดสยองจากเหตุการณ์จริงที่คุณควรอ่าน

"ในบทความนี้ ผมจะพาคุณย้อนอดีตไปค้นหาว่าอะไรคือบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ซึ่งสำคัญขนาดที่ว่าเปลี่ยนชีวิตผมเลยทีเดียว"

เรื่องเล่าสุดสยองจากเหตุการณ์จริงที่คุณควรอ่าน ผมฟิต แข็งแรง อายุน้อย และฝึกฝนมาอย่างดี แต่เกือบโดนแทงลูกตา โชคดีว่าเฉี่ยวไปนิดเดียวเท่านั้น นี่เป็นเรื่องจริงที่มาจากประสบการณ์ผม เป็นคืนที่ผมเฉียดตายมากที่สุดในชีวิต ในบทความนี้ ผมจะพาคุณย้อนอดีตไปค้นหาว่าอะไรคือบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ซึ่งสำคัญขนาดที่ว่าเปลี่ยนชีวิตผมเลยทีเดียว ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลยครับ เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น? ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในUK ขณะนั้นผมอายุประมาณ22ปีและกระตือรือร้นมาก นอกจากเป็นตำรวจมา4ปีแล้ว ผมยังชกมวยสากลตั้งแต่อายุ14 แถมยังฝึกยูโด และ Vale Tudoอีกด้วย เรียกได้ว่าผมมีประสบการณ์ด้านความรุนแรงมากพอสมควร แต่แล้ววันนึงก็เกิดเรื่องขึ้น จำได้ว่าเป็นคืนวันเสาร์ ผมกำลังเดินขึ้นไปบนโรงพักที่แทบไม่มีตำรวจอยู่เลย ผมเห็นรถคันนึงพุ่งเข้าชนรถอีกคัน ตอนนั้นถนนค่อนข้างโล่งเพราะเป็นช่วงเวลาประมาณ5ทุ่มกว่าๆ ขณะที่ผมวิ่งลงไปดูที่เกิดเหตุ คนขับคันที่โดนชนวิ่งมาหาผมและตะโกนว่า "หมอนั่นมันบ้าไปแล้ว มันตั้งใจขับพุ่งชนผม" หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีก็มีชายสูงเกือบ 2 เมตรรูปร่างล่ำสันพุ่งเข้าใส่ผมทันที ไม่มีการเตือน ไม่มีการส่งเสียงใดๆทั้งสิ้น ขอนอกเรื่องนิดนึง ช่วงที่เกิดเหตุนั้นเป็นยุคที่ยังไม่มีเกราะกันกระสุนแบบกันการแทงของมีดได้ ยังไม่มีเครื่องช๊อตไฟฟ้า ผมมีแค่เสปรย์พริกไทยซึ่งผมอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถใช้งานได้ไม่งั้นผมคงฉีดเข้าหน้าตัวเอง เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น? ชายคนนั้นพุ่งใส่ผมผมจึงทุ่มเขาด้วยเทคนิคของยูโดที่ชื่อ Uchimata ซึ่งเป็นท่าที่ผมฝึกมาตลอด3อาทิตย์ที่ผ่านมา ถึงผมจะเป็นแค่สายสีส้ม แต่ ณ เวลานั้นร่างกายกลับจำท่านั้นได้และใช้ออกมาอัตโนมัติ ผลคือชายคนนั้นลอยข้ามผมไปทันที แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้(และดันเกิดขึ้นตอนนั้น)คือขาที่พยุงตัวผมดันงอ เข่าข้างนั้นเลยกระแทกขอบถนนเข้าอย่างจังและไปจบลงในท่าที่ Eddie Bravo เรียกว่าท่า ‘Dog Fight’

ทั้งผมและคนร้ายอยู่ในท่าคุกเข่าและหันข้างเข้าหากัน แต่คนร้ายผลักผมจากด้านหลังเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ดีกว่า แต่การต่อสู้บนพื้นเป็นเกมส์ที่ผมถนัดเช่นกัน ผมจึงแก้ท่าและจบลงที่ท่าscarf holdและกดหัวคนร้ายไว้แน่น ช่วงนั้นผมยังใส่แว่นอยู่(แต่ใส่เฉพาะช่วงขับรถ ทุกวันนี้ถ้าไม่ใส่จะมองแทบไม่เห็นเลย) ผมรู้สึกได้ว่าคนร้ายเอามือข้างนึงมาแปะหน้าผมและอัดแว่นเข้ากับหน้าผมทันที ผมได้ยินเสียงแว่นหักและรู้สึกว่าจมูกผมหักแทบจะพร้อมๆกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าส่วนนึงของขาแว่นฝังลงไปในเนื้อใต้ตาผม คนร้ายใช้แว่นที่หักเป็นอาวุธและกำลังพยายามยัดมันเข้าไปในตาผม! เหตุการณ์ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแค่เสี้ยววินาที ไม่ใช่นาที หรือ ชั่วโมง ผมรีบใช้ขาล็อคแขนอีกข้างของเขาไว้ เป็นท่าที่ผมเรียนมาจากครูฝึกตำรวจ ท่าที่ใช้การได้ดีแต่ทุกวันนี้ไม่สอนกันแล้ว ถึงผมจะควบคุมเขาไว้หมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หยุดพยายามโจมตีหน้าผม ผมจึงชกใส่หน้าเขาเพื่อหยุดเขา หมัดซ้ายอัดเข้าใส่หน้าที่เปิดโล่งและไร้การป้องกันเพราะมือเขาไม่ว่างทั้งสองข้าง หมัดนั้นสร้างแผลแตกเหนือตาของเขา ผลคือเลือดทะลักราวกับท่อแตก ถึงตอนนี้คนร้ายหมดสติไปแล้ว หลังจากนั้น มีเพื่อนตำรวจมาแยกผมออกจากคนร้าย ผมลุกขึ้นยืน รู้สึกได้ถึงผลกระทบของอะดรีนาลีนที่สูบฉีดไปทั่วร่าง ผมก้มลงมองตัวเอง แขนซ้ายและเสื้อผมโดนอาบด้วยเลือดของคนร้ายแดงฉานราวกับคนทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ตาผมบวมปูด และเริ่มรู้สึกปวดเข่า แต่ผมยังมีชีวิตอยู่ และตาผมยังใช้การได้ปกติ อะไรคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้? เหตุผลใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง การต่อสู้ส่วนมากมักจะเริ่มจากการพูดคุยกันก่อน เช่น "มองหน้าหาเรื่องเหรอวะ" ฯลฯ แต่บ่อยครั้งที่การต่อสู้ก็เริ่มขึ้นโดยไม่มีการพูดคุยกันก่อน และผมเจอแบบนี้บ่อยมาก คนร้ายโจมตีคุณโดยไม่มีเหตุผลและคุณต้องจัดการกับเขาให้ทัน ใช้ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติในการป้องกันตัว เช่นในเหตุการณ์นี้ ผมไม่มีเวลาในการเจรจากับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว รูปร่างมีผลมากในการต่อสู้ จากประสบการณ์ของผม รูปร่างมีผลมากในการต่อสู้ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ตัวใหญ่กว่าได้เปรียบกว่าเสมอ อย่าเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้บอกว่า"คนตัวเล็กไม่สามารถเอาชนะคนตัวใหญ่ได้" แต่ผมบอกว่า"คนตัวใหญ่กว่าได้เปรียบกว่าเสมอ"ต่างหาก ถ้าคนร้ายตัวใหญ่กว่าคุณ คุณต้องว่องไวกว่าเขาและฝึกการโจมตีของคุณให้มีกลไกการออกอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ฝึกอย่างไรก็สู้แบบนั้น ผมใช้ท่าUchimataในการสู้ครั้งนี้ ถึงแม้ว่าผมแทบจะไม่ใช้ท่านี้ในการต่อสู้จริงเลย แถมยังอัดเข่าตัวเองลงบนขอบถนนอีกต่างหาก ผมได้สายส้มในวิชายูโด ซึ่งจริงๆแล้วท่านี้ไม่ใช่ท่าประจำสายส้มเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมผมถึงใช้ออกมาได้ล่ะ? นั่นก็เพราะผมฝึกเพื่อเตรียมไปใช้ลงแข่งขันและฝึกซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายอาทิตย์จนฝังเข้าไปในร่างกายและเมื่อคนร้ายพุ่งเข้าใส่ผม เทคนิคก็ออกมาเองโดยอัตโนมัติ ดูสวยดีเวลาเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะผมทุ่มคนตัวใหญ่กว่ามากลงพื้นแถมยังสามารถควบคุมเขาบนพื้นได้ดีพอสมควร แต่ในความเป็นจริง, ผมโง่มากที่ใช้ท่านี้ในการต่อสู้จริง แต่ร่างกายผมทำตามสิ่งที่ผมฝึกมาโดยที่ผมไม่ได้คิดด้วยซ้ำ นี่แหละคือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเรื่องนี้ คุณฝึกมาอย่างไรคุณก็จะสู้แบบนั้น! แน่นอนว่ากีฬาการต่อสู้นั้นสอนให้คุณสู้ได้จริง และมีทักษะหลายอย่างที่มีประโยชน์มากในการต่อสู้จริง แต่ถ้าคุณจะนำทักษะเหล่านั้นมาใช้งานคุณจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในการต่อสู้จริงด้วย การจับล็อคกันบนพื้นในการต่อสู้จริงต่างจากในยิมมาก พื้นคอนกรีตเป็นอะไรที่แย่มาก มันสร้างความเจ็บปวด,ถูกออกแบบมาให้อยู่ทนทานชั่วลูกชั่วหลาน,มันแข็งสุดๆ และทำให้คุณไม่สามารถเคลื่อนไหวบนพื้นได้รวดเร็วนัก แต่ผมชนะการต่อสู้ครั้งนี้ก็เพราะทักษะการจับล็อคนะ ถ้าเช่นนั้นอะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ชนะ? คำตอบคือ ตำแหน่งที่ดีกว่า(Positioning) ในBJJ มีคำกล่าวที่ว่า‘position before submission.’(ให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่ได้เปรียบก่อนแล้วค่อยทำให้อีกฝ่ายหมดสภาพทีหลัง-ผู้แปล) ในการต่อสู้จริง, ตำแหน่งที่ดีกว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ในการต่อสู้ครั้งนี้,ท่าscarf hold ทำให้ผมควบคุมแขนอีกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการควบคุมแขน ผมสามารถหักแขนหรือไหล่ของเขาได้ง่ายๆ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะโจมตีใบหน้าผมด้วยแว่นที่หักและเกือบเสียบมันเข้าไปในตาผมก็ตาม แต่นี่คือการต่อสู้จริงและมันยากที่จะไม่บาดเจ็บเลยในการต่อสู้ แต่สิ่งสำคัญคือการพยายามทำให้ตัวเองบาดเจ็บให้น้อยที่สุดและทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บให้มากที่สุด เมื่อการต่อสู้ลงไปที่พื้น คุณต้องฝึกจนร่างกายจดจำและสามารถดึงสิ่งที่ฝึกมาใช้งานให้ได้ ในกรณีของผม,ผมฝึกท่าscarf holdและใช้ท่านี้ในการทำให้คู่ฝึกยอมแพ้มามากกว่า6ปีจนมันกลายเป็นท่าถนัดของผม ในการต่อสู้จริงท่านี้เลยออกมาเองโดยอัตโนมัติ ความแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ ในการต่อสู้ครั้งนี้ผมโจมตีแค่ไม่กี่ครั้ง แต่การชกในระยะประชิดแบบวงเล็กๆกลับสามารถสร้างความเสียหายได้มาก สิ่งที่ทำให้อานุภาพของมันรุนแรงก็คือ"ความแม่นยำ" ผมอยากให้คุณลองชกฝ่ามืออีกข้างนึงเต็มแรงดู ถึงแม้จะส่งแรงได้ไม่เต็มที่แต่ก็หนักเอาการใช่ไหมครับ? แล้วถ้าเปลี่ยนจากฝ่ามือมาเป็นจมูกล่ะ? อาจจะดูไม่น่าเชื่อ แต่นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากคืนนั้น(และกลายเป็นท่าโปรดของผมไปแล้ว) ต่อให้คุณชกได้หนักราวกับTysonแต่มันก็ไร้ประโยชน์ถ้าคุณชกไม่โดนเป้า! บทสรุป และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดจากประสบการณ์จริงของผม รวมไปถึงบทเรียนที่ผมเรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนั้น คุณสามารถเรียนรู้ได้มากมายจากการศึกษาประสบการณ์ของผู้อื่น ไม่ใช่เฉพาะจากนักศิลปะการต่อสู้เท่านั้น แต่จากพยานผู้เห็นเหตุการณ์,Youtube หรือจากประสบการณ์ตรงของตัวเองก็ได้เช่นกัน หวังว่าสิ่งที่ผมถ่ายถอดมาจะมีประโยชน์กับคุณผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ

เรียนระบบการต่อสู้ป้องกันตัวที่มีประสิทธิภาพสำหรับใช้บนถนนกับสถาบัน Defence Lab

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครคลาสทดลองเรียนฟรีได้ที่นี่

🌐Defencelabbangkok.com 📞0894973888, 0877004284 ✉️ DefenceLabBkk@gmail.com


Featured Posts
Recent Posts
Search By Tags
No tags yet.
Follow Us
  • Facebook Classic

© 2019 by Defence Lab Bangkok Thailand. SCIENTIFIC FIGHTING METHOD - REALISTIC SELF DEFENCE - HOLLYWOOD MARTIAL ART - FIGHTING MULTIPLE OPPONENTS - LEARN BALLISTIC STRIKE - CARDIO FITNESS 

© 2019 by Defence Lab Bangkok, Thailand.