OODA loop คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในการป้องกันตัว?

"OODA loop ถูกคิดค้นขึ้นโดย นาวาอากาศเอก John Boyd แห่งกองทัพสหรัฐ OODA loopคือแบบจำลองการตัดสินใจในการต่อสู้ โดยทั่วไปทุกๆการตัดสินใจจะมีรูปแบบตามลำดับเช่นนี้เสมอ ยกเว้นแต่คุณจะฝึกให้ตัวเองสามารถ"ลัดขั้นตอน"ได้"

 

 

 

OODA loop คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในการป้องกันตัว?

คราวที่แล้วเราพูดเรื่องความสำคัญของShapeกันไปแล้ว ในวันนี่เราจะมาพูดถึงเรื่องที่เราค้างกันไว้คราวที่แล้ว นั่นก็คือ "OODA loop" ว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในการป้องกันตัว

ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ

OODA loop คืออะไร?

OODA loop ถูกคิดค้นขึ้นโดย นาวาอากาศเอกJohn Boyd แห่งกองทัพสหรัฐ OODA loopคือแบบจำลองการตัดสินใจในการต่อสู้ โดยทั่วไปทุกๆการตัดสินใจจะมีรูปแบบตามลำดับเช่นนี้เสมอ ยกเว้นแต่คุณจะฝึกให้ตัวเองสามารถ"ลัดขั้นตอน"ได้ โดยOODA ย่อมาจาก

O-Observe มองเห็น
เริ่มจากการมองเห็นก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ในทางตรงข้ามถ้าคุณมองไม่เห็นก็ไม่มีทางที่คุณจะตอบโต้อะไรได้เลย ในมวยสากลจึงมีสำนวนว่า"หมัดที่ป้องกันยากที่สุดคือหมัดที่มองไม่เห็น" ในการป้องกันตัวนอกจากการพัฒนาทักษะการต่อสู้แล้ว การพัฒนาสติที่คอยระแวดระวังและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวตลอดเวลาจึงสำคัญไม่แพ้กัน

O-Orient ตีความในสิ่งที่เห็น
ในขั้นObserveคุณแค่เห็น แต่คุณยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ซึ่งนำมาสู่ขั้นที่2คือ"การตีความในสิ่งที่เห็น"ยกตัวอย่างเช่น คุณเห็นวัตถุอะไรซักอย่างสะท้อนแสงอยู่ในมือคนร้าย(ซึ่งตอนแรกคุณแค่เห็นแสงสะท้อนแต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร) "เฮ้ย นั่นมีดนี่!" อันนี้คือ Orient คือเอาสิ่งที่Observeมาตีความว่าวัตถุสะท้อนแสงที่เห็นนั้นคือมีด ข้อสังเกตก็คือถ้าคุณไม่สามารถตีความได้ถูกต้องว่ามันคืออะไร การตัดสินใจของคุณจะไม่มีประสิทธิภาพเลย หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น

D-Decide ตัดสินใจ
นำข้อมูลที่ตีความได้มาประมวลผล คุณจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับมันได้ก็ต่อเมื่อคุณตีความได้แล้วว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร

A-Act ลงมือปฏิบัติ
หลังจากตัดสินใจแล้วคุณจึงเริ่มลงมือปฏิบัติ

สมมติว่ามีคนร้ายชกใส่หน้าคุณ ทันทีที่คุณเห็นปั๊บนั่นแปลว่าคุณเริ่มOODA loopแล้ว ข้อสังเกตก็คือคนร้ายลงมือใส่คุณแล้ว(Act)แต่คุณเพิ่งจะเห็น(Observe)นั่นแปลว่าคุณตามหลังคนร้ายถึง3ขั้นตอนเลยทีเดียว โดยทั่วไปแล้วจึงเป็นการยากมากที่จะตอบโต้การลงมือของคนร้ายได้ทัน ยิ่งถ้าการลงมือของคนร้ายรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยแล้วคุณก็จะติดอยู่ในขั้นตีความ(Orient)กับตัดสินใจ(Decide)ซ้ำไปซ้ำมาแต่ไม่ได้ลงมือ(Act)เสียที นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนทั่วไปถึงเกิดอาการตัวแข็ง(Freeze)ทำอะไรไม่ถูกเวลาเจอสถานการณ์แบบนี้

และเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมถึงมีคำกล่าวที่ว่า"ลงมือก่อนได้เปรียบ"

ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เราจะทำอย่างไรล่ะ?

ใน OODA loop นั้น ขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุดคือ ขั้นตีความ(Orient)กับขั้นตัดสินใจ(Decide)ปกติแล้วความสามารถในการตีความ(Orient)นั้นมาจากการฝึกฝนและประสบการณ์ ยิ่งตีความบ่อยก็ยิ่งประมวลผลได้เร็ว เช่น นักมวยที่ฝึกมาจนช่ำชองเห็นแค่การขยับไหล่ก็สามารถตีความได้ว่าอีกฝ่ายจะชกมาจากด้านไหนและเตรียมการป้องกันที่เหมาะสมได้รวดเร็วกว่าคนปกติ เป็นต้น ส่วนในขั้นตอนการตัดสินใจ(Decide)นั้นจะมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่าถ้าคุณเป็นนักศิลปะการต่อสู้ที่ฝึกมาอย่างช่ำชอง บางทีการที่คุณรู้เทคนิคเยอะๆกับกลายเป็นการทำให้การตัดสินใจช้าลงเพราะมัวแต่เสียเวลาเลือกว่าจะใช้เทคนิคไหนดีทำให้ไม่ทันการและเสียเปรียบคนร้ายในการต่อสู้

วิธีการทำให้ OODA loop สั้นลงและใช้เวลาน้อยลงก็คือ ตัดขั้นตีความ(Orient)กับขั้นตัดสินใจ(Decide)ออกเพราะเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลามากสุดเหลือแค่ขั้นมองเห็น(Observe)กับขั้นลงมือ(Act)กล่าวคือพอเห็นปั๊บก็ลงมือตอบโต้ทันที

แล้วเราจะเอาความรู้เรื่อง OODA loop มาใช้ในการป้องกันตัวได้อย่างไร?

บางครั้งในสถานการณ์ป้องกันตัวคนร้ายอาจลอบโจมตี(เราไม่เห็นเลยและโดนโจมตีก่อน)หรืออาจลงมือก่อนโดยที่เราไม่ทันป้องกัน(เราเห็นการโจมตีแต่ตกเป็นฝ่ายรับ) ซึ่งเราสามารถนำความรู้เรื่องOODA loopมาใช้ในการออกแบบเทคนิคการต่อสู้ที่สามารถใช้ป้องกันและตอบโต้ในยามคับขันได้
เริ่มจากเลือกเทคนิคการต่อสู้ออกมาก่อนโดยมีเงื่อนไขว่าเทคนิคนั้นจะต้อง


1.เรียบง่ายไม่ซับซ้อน 

เพราะความซับซ้อนทำให้ใช้เวลามากและช้าเกินไปสำหรับสถานการณ์จริง

โค้ชLee Livingstoneแห่งBigfoot Bjj ซึ่งเป็นอาจารย์สอนBjjให้ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า"Simple technique always win the fight(เทคนิคที่เรียบง่ายชนะการต่อสู้เสมอ)"ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน

2.ไม่ต้องดัดแปลงมาก

 เพราะถ้าต้องมานั่งตัดสินใจว่าชกมาแบบxต้องรับแบบy ชกมาแบบ a ต้องรับแบบb นั่นทำให้เสียเวลาในการตีความ(Orient)และตัดสินใจ(Decide)ทำให้ช้าเกินไปในสถานการณ์จริง

3.สามารถโจมตีต่อเนื่องได้จากเทคนิคนั้น 

เพราะการลงมือที่รวดเร็วและต่อเนื่องจะทำให้อีกฝ่ายตกอยู่ในขั้นตีความ(Orient)กับตัดสินใจ(Decide)ซ้ำไปซ้ำมาแต่ไม่ได้ลงมือ(Act)ทำให้เกิดอาการตัวแข็ง(Freeze) ซึ่งเป็นสิ่งที่คนร้ายมืออาชีพส่วนมากทำกับเหยื่อ ในทางตรงข้ามเราจึงควรนำจุดนี้มาใช้ประโยชน์เช่นกัน

หลังจากเลือกมาได้แล้วก็นำเทคนิคนั้นมาฝึกซ้ำๆแบบใช้พลังและความเร็วเต็มที่จนเป็นสัญชาตญาณ และออกแบบการฝึกให้สมจริงโดยเอาความรู้เรื่อง OODA loopมาใช้ กล่าวคือพอนักเรียนเห็น(Observe)การลงมือของคนร้ายปั๊บ นักเรียนสามารถตอบโต้กลับได้ทันที(Act)โดยไม่ต้องเสียเวลาตีความ(Orient) กับ ตัดสินใจ(Decide)เพราะเป็นเทคนิคที่ถูกออกแบบมาอย่างดีแล้ว ทำให้นักเรียนสามารถ”ลัดขั้นตอน”ของ OODA loopและสามารถตอบโต้กลับได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะกลายเป็นลูกsurpriseสำหรับคนร้าย(เพราะมันผิดไปจากแผนของคนร้าย)และทำให้คนร้ายตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำแทน  แถมยังสามารถโจมตีต่อเนื่องได้ทันทีหลังจากที่ตอบโต้ไปแล้วได้อีกด้วย

ในDefence Lab เทคนิคที่ว่านี่ก็คือ Shape เพราะShapeเป็นเทคนิคที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน,ไม่จำเป็นต้องดัดแปลงมาก และยังมีการโจมตีต่อเนื่องจากท่าShapeได้อีกมากมาย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะเข้าใจมากขึ้นหรือยังว่าOODA loopคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรในการป้องกันตัวบ้าง หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมสามารถลงทะเบียนออนไลน์เพื่อทดลองเรียนฟรีกับทางสถาบันได้ตลอด24 ชม. ผ่านทาง https://www.defencelabbangkok.com

ขอบคุณที่ติดตามอ่านและไว้พบกันใหม่บทความหน้าครับ


เกี่ยวกับผู้เขียนและเรียบเรียง

 

 

โค๊ช ต่อ อวตาลกุล

 

คือหนึ่งในโค๊ชผู้ฝึกสอนที่ Defence Lab Bangkok

โค๊ชต่อปัจจุบันนอกจากสอนแล้ว ยังคงฝึกฝนในวิทยาศาสตร์การต่อสู้ DNA อย่างต่อเนื่องที่ Defence Lab ภายใต้ โค๊ช Anthony Ryu และ ฝึกฝนวิชา Brazilian Jiujitsu ภายใต้โค๊ช Lee Livingstone แห่ง Bigfoot BJJ

ในอดีตเคยเป็นโค๊ช มวยสากล และ เคยเป็นผู้ฝึกฝนและศึกษาวิชาการต่อสู้สไตล์ดั้งเดิม เช่น สิ่งอี้ ฉวน และ ไทเก๊ก

นอกจากนี้ยังเคยมีประสบการณ์ป้องกันตัวบนถนนจริง จึงสามารถแนะนำ เกี่ยวกับความเป็นจริงทางด้านการต่อสู้ ติดตามงานของโค๊ชต่อได้ใน บล็อค DefencelabBangkok.com และ ที่เพจ Facebook.com/DefenceLabThai

 

 

Please reload

Featured Posts

วิธีรับมือกับคนร้ายที่เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ในสถานการณ์ป้องกันตัว

May 12, 2017

1/1
Please reload

Recent Posts
Please reload

Search By Tags
Follow Us
  • Facebook Classic

© 2019 by Defence Lab Bangkok Thailand. SCIENTIFIC FIGHTING METHOD - REALISTIC SELF DEFENCE - HOLLYWOOD MARTIAL ART - FIGHTING MULTIPLE OPPONENTS - LEARN BALLISTIC STRIKE - CARDIO FITNESS 

© 2019 by Defence Lab Bangkok, Thailand.