ศิลปะการต่อสู้ไม่ได้เปลี่ยนให้คนชั่วกลายเป็นคนดี แต่เปลี่ยนให้กลายเป็นบุคคลที่อันตรายกว่าเดิม

"ข้อเท็จจริงก็คือ มีคนชั่วเป็นจำนวนมากที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ บางคนอาจกลับตัวกลับใจได้แต่ไม่ได้มากขนาดที่จะใช้คำว่า"ส่วนใหญ่"ได้ ผลที่ได้ก็คือคนชั่วที่เชี่ยวชาญด้านการใช้ความรุนแรง"

พวกคลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้ (รวมไปถึงผู้เขียนด้วย) มักจะชอบพูดให้คนอื่นฟังอยู่เสมอว่าการฝึกศิลปะการต่อสู้อย่าง jiu-jitsu ให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนได้อย่างไรบ้าง สิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น ลดน้ำหนัก เพิ่มความมั่นใจ รวมไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น บุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากการฝึก อาจเป็นเพราะอีโก้ขนาดมหึมาโดนทำลาย หรืออาจเป็นเพราะการได้ระบายออกในรูปแบบของการฝึกกีฬาต่อสู้ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะระเบิดความโกรธเกรี้ยวน้อยลง แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยพูดถึงกันแต่จำเป็นต้องกล่าวถึง ก็คือบุคคลบางจำพวกที่ หยิ่งผยอง ขี้โมโห ชอบใช้ความรุนแรง ซึ่งศิลปะการต่อสู้ไม่สามารถเปลี่ยนคนเหล่านี้ได้ ข้อเท็จจริงก็คือ มีคนชั่วเป็นจำนวนมากที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ บางคนอาจกลับตัวกลับใจได้แต่ไม่ได้มากขนาดที่จะใช้คำว่า"ส่วนใหญ่"ได้ ผลที่ได้ก็คือคนชั่วที่เชี่ยวชาญด้านการใช้ความรุนแรง แน่นอนว่าศิลปะการต่อสู้ทำให้คนชั่วร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก แต่คนส่วนมากไม่รู้ว่าแค่ความสามารถระดับสายขาวในjiu-jitsuก็มากพอแล้วที่จะควบคุมหรือทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าและไม่เป็นมวยได้ ตัวอย่างคนร้ายที่ชำนาญการต่อสู้และสร้างความเสียหายได้มาก เช่น นักMMA ฉายา War Machineที่ซ้อมChristy Mackอดีตแฟนสาวของเขา หรือ การคุกคามทางเพศโดยครูสอนศิลปะการต่อสู้ที่ชื่อ Lloyd Irvin ถึงแม้จะเป็นข่าวดังที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเกิดขึ้นน้อยในชีวิตจริง มีเหยื่อเป็นจำนวนมากที่เคยเจอกับความรุนแรงทางกายหรือการคุกคามทางเพศโดยน้ำมือของคนที่ไม่ควรจะได้รับการสอนวิธีใช้ร่างกายตัวเองเป็นอาวุธ ไม่ใช่แค่คนที่ไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้มาก่อนเท่านั้น, บ่อยครั้งที่คนร้ายเหล่านี้พัฒนาฝีมือจนมีชื่อเสียงในวงการต่อสู้และเปิดยิมของตัวเอง หลังจากนั้นจึงลงมือกับนักเรียนของตัวเอง หรือแม้แต่ใช้สิทธิความเป็นครูในการทำลายอนาคตของนักเรียนถ้านักเรียนไม่ทำตามที่ตัวเองต้องการ นักเรียนที่ประสบการณ์ชีวิตน้อยโดยเฉพาะผู้หญิง ที่มักจะตัวเล็ก อ่อนแอ และเป็นคนกลุ่มน้อยในยิม มักจะตกเป็นเหยื่อของคนร้ายกลุ่มนี้ วัฒนธรรมในวงการต่อสู้รวมไปถึงสื่อต่างๆสอนให้เราเคารพครูบาอาจารย์ บางยิมถึงขั้นบูชาราวศาสดาเลยทีเดียว คุณอาจเคยสมัครเรียนเข้าไปในโรงเรียนแห่งนึงแล้วเจอกับนักเรียนรุ่นพี่ที่ยอมรับพฤติกรรมของอาจารย์ได้ทุกอย่างไม่ว่ามันจะเลวร้ายซักแค่ไหนก็ตาม และคงไม่มีใครกล้าพอที่จะตั้งคำถามหรือท้าทายอาจารย์ โดยเฉพาะถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ตรงและรู้ว่าคนที่เชี่ยวชาญการต่อสู้สามารถสร้างความเสียหายกับคุณได้มากขนาดไหน คนที่มีประสบการณ์ด้านศิลปะการต่อสู้คงเคยได้สัมผัสสถานการณ์แบบนี้มาบ้าง คำถามก็คือเราจะมีวิธีจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรเพื่อไม่ให้กลายพันธุ์เป็นคนชั่วที่รู้วิธีหักแขนขาหรือchokeชาวบ้านจนตาย? น่าเศร้าที่คำตอบคือ เราทำอะไรไม่ได้มากนัก คนพวกนี้มักจะเชี่ยวชาญการปิดบังเจตนา(ร้าย)ที่แท้จริงอย่างแนบเนียน กว่าเหยื่อจะไหวตัวทันก็มักจะสายเกินแก้ และมันก็ไม่ง่ายที่จะบอกได้ว่าใครอันตรายเพียงแค่การมองด้วยตาเปล่า แต่อย่างน้อย เราก็พอมีวิธีที่ช่วยให้ทั้งผู้ฝึกสอนและนักเรียนศิลปะการต่อสู้ปฏิบัติตามเพื่อลดความเสี่ยงที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาบุคคลอันตรายเหล่านี้ ก่อนอื่นเลย เจ้าของยิมควรตรวจสอบพื้นเพของคนที่มาสมัครเรียนก่อนว่าเคยมีประวัติก่อความรุนแรงมาก่อนหรือไม่ มีเว็บไซด์ให้บริการฟรีมากมาย(ในต่างประเทศ-ผู้แปล) ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลนั้นเคยต้องโทษเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงมาก่อนหรือไม่ หรือเคยมีคดีเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศมาก่อนไหม และห้ามไม่ให้บุคคลเหล่านี้มาเรียนที่ยิมคุณถ้าเขาดันเคยติดคุกมาก่อนเพราะซ้อมคู่หมั้นตัวเอง มันเป็นเหตุผลที่ดีที่สามารถใช้ปฏิเสธการสอนพวกเขาได้ อาชญากรรมที่รุนแรงมักจะค่อนข้างโด่งดังและง่ายต่อการตรวจสอบ(แถมไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรมด้วย) ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของยิมคุณและสังคมส่วนรวม ถ้าคุณเป็นนักเรียน แจ้งผู้ฝึกสอนถ้าคุณสัมผัสได้ว่าคู่ฝึกคุณมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ตาม การแจ้งให้ครูทราบจะช่วยให้มีคนช่วยจับตามองพฤติกรรมเพิ่มขึ้น ถ้าเพื่อนคุณตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้จงช่วยเหลือพวกเขา อาจจะเป็นการช่วยรับฟัง หรืออาจแจ้งให้ตำรวจทราบก็ได้ ถ้ารู้สึกว่าตัวคุณฝึกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษหรืออันตรายจงรีบออกมาจากที่นั่นซะ ถ้าเพื่อนยอมฟังคุณพาเขาออกมาด้วย มียิมสอนอีกมากมายให้เลือกเรียน ถ้าผู้สอนไม่ฟังคุณแม้คุณจะบอกเขาว่าเพื่อนในยิมคุกคามหรือสะกดรอยตามคุณการอยู่ในยิมต่อไปก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวคุณเอง และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ เราควรเลิกให้สิทธิพิเศษแก่พวกนักกีฬาต่อสู้ให้เขาทำอะไรก็ได้ตามใจเพียงแค่เพราะเขาเล่นกีฬาเก่ง เราต้องหยุดการส่งเสริมคนพวกนี้ และเราต้องยอมรับความจริงว่าสังคมการต่อสู้นั้นกว้างใหญ่มาก แต่ก็มีพวกขยะสังคมอยู่ในวงการเยอะไม่แพ้กัน การพยายามที่จะปกป้องนักกีฬาที่เก่ง โด่งดัง แต่นิสัยชั่ว แถมยังสรรเสริญเวลาคนพวกนั้นชนะก็เท่ากับเป็นการบอกให้โลกรับรู้ว่าวงการศิลปะการต่อสู้ให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าการใช้ความสามารถไปในทางที่ถูกที่ควร ในทุกวงการย่อมมีคนดีคนเลวปะปนกันไปอยู่เสมอไม่ว่าเราจะพยายามป้องกันมากแค่ไหนก็ตาม แต่เราสามารช่วยกันทำให้วงการต่อสู้ดีขึ้นได้โดยช่วยกันสอดส่องเพื่อคัดปลาเน่าออกไป

ผู้เขียน บทความ : Averi Clements

Averi เป็น บราซิลเลี่ยน จูจิตสึ สายม่วง ภายใต้การฝึกสอนของ Andre Oliveira แห่ง Pura Vida BJJ ใน คอส ตาริก้า และเธอยังเป็น Ambassador ของ Grapple Apparel

ขณะอยู่ที่อเมริกาเธอฝึกที่ Mark Shrader's Mixed Martial Arts ใน วอชิงตัน, เพนซิลวาเนีย สามารถติดตามเธอได้บน Twitter และ Instagram: @bjjaveri

ที่มา https://www.jiujitsutimes.com/dangerous-art/


Featured Posts
Recent Posts
Search By Tags
No tags yet.
Follow Us
  • Facebook Classic

© 2019 by Defence Lab Bangkok Thailand. SCIENTIFIC FIGHTING METHOD - REALISTIC SELF DEFENCE - HOLLYWOOD MARTIAL ART - FIGHTING MULTIPLE OPPONENTS - LEARN BALLISTIC STRIKE - CARDIO FITNESS 

© 2019 by Defence Lab Bangkok, Thailand.